ดูบอลออนไลน์

มวยพักยก

SBOBET

UFABET

poker online

ufa

ufabet

sagame

baccarat

คาสิโนออนไลน์

joker123

คาสิโนออนไลน์

pgslot

บาคาร่า

UFABET

UFABET

kardinal stick

บุหรี่ไฟฟ้า

เฟอร์นิเจอร์

ที่นอน

รับทำเสื้อ

รับผลิตอาหารเสริม

ปูนปั้น

ศูนย์ข้อมูลฯ คาดปี 65 ตลาดอสังหาฯฟื้นโครงการใหม่พุ่งหลังเปิดปท.-คลาย LTV

  • 0 Replies
  • 28 Views
นายวิชัย วิรัชตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 65 จะเริ่มเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวดีขึ้น จากภาพรวมของสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงสิ้นปี 65 ส่งผลให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาดีขึ้น และจะเริ่มการเห็นการกลับมาเปิดโครงการใหม่มากขึ้น หลังจากที่ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการเพิ่มไปเกือบ 2 ปื

ทั้งนี้ การเปิดโครงการใหม่ของผู่ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปี 65 จะกลับมาเติบโตจากปี 64 ถึง 99% หรือมีการเปิดตัวมากกว่า 85,000 หน่วย จากปี 64 อยู่ที่ 43,000 หน่วย แต่จะยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งยังคงเป็นทำเลที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก

จากนั้นคาดว่าจะเริ่มเห็นการกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่กลับมาแตะระดับ 100,000 หน่วยอีกครั้ง หลังจากที่ภาวะต่าง ๆ เริ่มกลับเข้าสู่ปกติมากขึ้น โดยปัจจุบันแม้ว่าจะมีปัจจัยบวกและมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ออกมา แต่กำลังซื้อนั้นยังไม่กลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้การฟื้นตัวของตลาดยังต้องรอกำลังซื้อที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาก่อน เพื่อทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะสมดุล คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนในปี 66

นายวิชัย กล่าวถึงยอดขายในปี 65 คาดว่าจะเห็นการกลับมาเติบโตขึ้นราว 15% ที่ 127,000 หน่วย จากปี 64 ที่ทรงตัวจากปี 63 ที่ 110,000 หน่วย กลุ่มสินค้าที่อยู่อาศัยที่ยังได้รับความนิยมเป็นกลุ่มแนวราบที่ความต้องการซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมาจากกลุ่มลูกค้าในประเทศเป็นหลัก


ส่วนคอนโดมิเนียมมองว่ายอดขายจะค่อย ๆ กลับขึ้นมาดีขึ้น แต่ยังคงต้องรอการกลับมาของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่จะเข้ามาช่วยหนุนยอดขาย โดยที่ในปี 65 มองว่ากลุ่มลูกค้าต่างชาติจะยังไม่กลับมามากนัก โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีน ที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการเปิดประเทศและอนุญาตให้ประชาชนเดินทางออกนอกประเทศ จึงน่าจะส่งผลทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมยังขาดปัจจัยหนุน แต่มองว่ากลุ่มลูกค้าในประเทศบางกลุ่มจะกลับมาซื้อเพื่อใช้อยู่อาศัยและเพื่อความสะดวกในการทำงาน

ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 65 คาดว่าจะเห็นการกลับมาเติบโต 15% หรืออยู่ที่ 324,221 หน่วย จากปี 64 ที่หดตัว -21.6% ซึ่งมองว่าการโอนกรรมสิทธิ์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงล็อกดาวน์ในไตรมาส 3/64 แต่ในปี 65 จากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กลับมาดีขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาได้ตามปกติ และมาตรการที่หนุนต่อการซื้ออสังหาริมาทรัพย์จะเป็นปัจจัยหนุนทำให้การโอนกรรมสิทธิ์กลับมาเติบโตขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังต้องติดตาม คือการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารกับผู้ซื้อในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ยังมีระดับการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 50-70% ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 2-5 ล้านบาท พบอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 20-30% และผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างมองว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงจากความเข้มงวดของธนาคารยังถือเป็นปัจจัยที่กดดันการโอนกรรมสิทธิ์

"หากมองในส่วนของธนาคาร คาดว่าความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ มาจากการที่ธนาคารยังคงป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของหนี้เสีย ทำให้ยังไม่เร่งการปล่อยสินเชื่อมาก แต่คาดว่าจะเห็นการเริ่มผ่อนคลายของธนาคารมากขึ้น หลังจากภาพของเศรษฐกิจกลับมาดี ทำให้กำลังซื้อกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารจะกลับมามากขึ้น" รักษาการ ผอ.REIC ระบุ
พร้อมคาดว่า ในปี 65 การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 6.69 แสนล้านบาท จากปี 64 อยู่ที่ 6.09 แสนล้านบาท และคาดว่าจะกลับมาที่ระดับปกติในระดับ 7 แสนล้านบาทในช่วงปี 66 ซึ่งเป็นปีที่ศูนย์ข้อมูลฯ มองว่าเป็นปีที่ตลาดปรับเข้าสู่จุดสมดุล

ส่วนในด้านราคาขายที่อยู่อาศัยในปี 65 คาดว่าจะเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ที่เห็นชัดเจนที่สุดจะเป็นการปรับลดในเรื่องโปรโมชั่น และของแถมต่าง ๆ ของผู้ประกอบการที่ให้กับลูกค้าลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการจำเป็นต้องเริ่มควบคุมต้นทุนมากขึ้น หลังต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น เพื่อคงความสามารถในการทำกำไร ทำให้ในปี 65 จะเห็นการทำโปรโมชั่นและแจกของแถมลดลงอย่างชัดเจน แม้ว่าราคาที่ดินยังไม่ปรับตัวสูงมากก็ตาม แต่ในภาพรวมของต้นทุนของผู้ประกอบการเห็นการปรับเพิ่มสูงขึ้นชัดเจนมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องปรับราคาขายขึ้นเพิ่มเล็กน้อย และลดการทำโปรโมชั่นและให้ของแถมลง